This blog is intended for,Guests who love to draw, Like a painting,The craft,Introduction of interest. このブログは対象としています。描くのが大好きゲスト。絵画のよう。 这个博客的目的。谁爱画画的客人。像一幅画。 บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อ คนที่รักการวาดรูป ชอบดูภาพวาด แสดงฝีมือ พบปะ แลกเปลี่ยนพูดคุย แนะนำผลงาน เทพๆ หรือ กาก เกรียน ได้หมด ไม่จำกัดแนวคิด วาดในกระดาษทิษชู่ ก็ถ่ายรูปมาให้ดูได้ โปรดใช้ภาษาที่สะอาดนะครับ ด้วยความปราถณาดีจาก RAYUM_STUDIO
Home
▼
วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
THE LEGEND OF COCHA
CHAPTER 1:
ณ จักรวาล Asunibat
อันแสนไกล ยังมีดาว Rakasani ในระบบดาว Chayanto
ที่ซึ่งอุดมไปด้วยภูมิอากาศ และภูมิประเทศอันหลากหลาย มีดวงจันทร์บริวารถึง 3ดวง และมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์
ในสายพันธุ์เหล่านั้นยังมีสายพันธุ์อันทรงปัญญาผู้อยู่สูงสุดในห่วงโซ่อาหาร 2
สายพันธ์ อาศัยอยู่ Humanatur* อาศัยอยู่ในเกาะขนาดใหญ่ในทวีปทางทิศตะวันตกเฉียงไต้
กินพื้นที่ 1 ใน 4 ของดวงดาว สายพันธุ์
ที่มีวิวัฒนาการ ในด้านของ ความรู้สึก เหตุผล ความเชื่อ การศึกษา เนื่องจากเผ่าพันธุ์นี้มีวิวัฒนาการ
ด้านความคิดและสมอง ทางร่างกายของสายพันธ์นี้ จึงไม่ได้มีการพัฒนาไปมากจากเดิม Humanimal*
อาศัยอยู่ทั่วไปทุกทวีปของดวงดาว
กำเนิดขึ้นมาใกล้เคียงกับ Humanatur แต่มีความพิเศษในเรื่องร่างกายและสรีระ
ทีแตกต่างกันไป ตามภูมิประเทศ และสิ่งมีชีวิต ของแต่ละส่วนของดวงดาว
จึงทำให้มีร่างกายที่แข็งแรง
:ปฐมเหตุ:
Humanatur อาศัยอยู่บนเกาะขนาดใหญ่ เรียกว่า White
land เนื่องจากมีฤดูหนาวที่ยาวนาน หลายสิ่งถูกปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะ
ในยุคแรก ณ เกาะใหญ่แห่งนี้เคยเกิดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์เดียวกัน
เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ และรวบรวมเมืองต่างๆให้เป็นหนึ่ง สงครามครั้งนี้กินเวลานานกว่า
8 ปี สงครามจึงยุติลงด้วยชัยชนะ ของ
สหพันธ์ขาว ผู้ที่ใช้นโยบายสนับสนุน การใช้แรงงานทาส Humanimal
ได้ในชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง Arder
Hitloft * สถาปณาตนขึ้นเป็น Hitloft ที่ 1 แห่ง White land สนับสนุน
ชนชั้นสูง พ่อค้า และเร่งส่งเสริมงานค้นคว้า ทางวิศวกรรม การศึกษา
พร้อมเป้าหมายสำคัญคือ อำนาจสูงสุดของดวงดาว เพียงไม่ถึง 3 ปี
จากนโยบายต่างๆที่เร่งด่วน ส่งผลให้ทาส ชาว Humanimal
ที่มีอยู่เริ่มขาดแคลนจากการใช้งานหนัก และทารุณ Hitloft ได้เริ่มนโยบายเร่งด่วนคือการล่าอาณานิคมและเพิ่มจำนวนทาส
นับเป็นชนวนเหตุแห่งการกำเนิด สงครามครั้งใหม่ Hitloft เริ่มการดำเนินนโยบายครั้งแรกโดยพุ่งเป้าไปที่
Ardin ดินแดนที่อุดมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ และเป็น ที่อยู่อาศัยของ Humanimal ชาว Tergar * และพันธมิตร Cocha* ด้วยความต้องการประกาศความยิ่งใหญ่ของตน
Hitloft
ที่
1 ถึงกับออกทำการรบด้วยตนเอง โดยใช้กองเรือกว่า 800 ลำ ทหารกว่า 5
หมื่นนาย
นับเป็นกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกการสงครามของดาวดวงนี้ก็ว่าได้ Hitloft ที่ 1กระทำการรบได้อย่างยอดเยี่ยม
ใช้เวลาเพียง 3 วันเพื่อทำการยึดชายฝั่ง และตั้งค่ายใหญ่เสร็จภายใน 1 สัปดาห์
ที่เมือง Kasina เมืองชายฝั่งแห่ง
Ardinโดยสูญเสียกำลังพลกว่า 200 นาย (ชาว Tergar เสียชีวิต860 คน ถูกจับเป็นชเลยกว่า 2 พันคน) Hitloft ที่ 1มีความต้องการที่จะเคลื่อนทัพโดยเร็ว
แต่พบปัญหาสำคัญเกี่ยวกับภูมิประเทศ ด้วยลักษณะภูมิประเทศ แบบร้อนชื้นนั้น
ไม่ใช่ลักษณะที่ Hitloft ที่ 1 และทหารคุ้นเคย
ต้องทำการถากถางป่าเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนทัพใหญ่ Hitloft จึงเปลี่ยนการเดินทัพ จากทัพใหญ่ ที่มักจะถูกชาว
Tergar ซึ่งมีความรวดเร็วสูงมาก
ซุ่มโจมตีอยู่เป็นระยะทำให้เกิดการล้มตายเป็นประจำ หน่วยสอดแนมของ Hitloft ที่ถูกส่งออกไป ไม่เคยได้กลับมารายงานข่าวแม้แต่คนเดียว
ปรับกลยุทธ์
Hitloft เรียกลูกชายคนโต Ardermuers
และคนรอง Ardermuse รวมถึงบรรดาแม่ทัพทั้งหมดเข้าประชุม
โดยออกคำสั่งให้แบ่งกำลังออกเป็น 3 ทัพ โดยให้ลูกชายทั้ง 2 แบ่งคุมคนละกองพัน
เข้าบดขยี้หมู่บ้านใหญ่ น้อย ต่างๆ ตามเส้นทางที่มุ่งสู่ เมืองหลวงของ Ardin
ลูกชายทั้งสองของ Hitloft ทำการรบได้อย่างยอดเยี่ยม โดยแบ่งเส้นทางการเดินทัพเป็น
2 ทางคือทิศตะวันตกและไต้ เป้าหมายคือ Paranas เมืองหลวงแห่ง
Ardin ลูกชายคนโตของ Hitloft สามารถดขยี้หมู่บ้านต่างๆ และกองทัพทางทิศตะวันตกจนราบคาบ
จึงทำการ ปลูกค่ายรอ ทั้ง 2 ทัพ เพื่อเข้าตีพร้อมกัน แต่ในอีกด้านกลับไม่เป็นเช่นเดียวกันลูกชายคนกลางของ
Hitlofกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย และได้พบกับกองทัพ
ที่จำนวนไม่น่าจะเกินสี่พันคน แต่ละคนนั้นรูปร่างใหญ่โต แตกต่างจากพวก Tergar
ที่ปราดเปรียว
อย่างสิ้นเชิง
Cochaa *ปรากฏกาย
“เหล่าทหารเลวแถวหน้า
มีอาภรณ์เป็นฝุ่นดินและเถ้าดูขาวซีด มีสีแดงคล้ายเลือดพาดอยู่ทั่วกาย
สองมือกำดาบอย่างมาดมั่น เหล่าทหารชั้นสูงแบกหอกขนาดยาวเกินคน 2 คนต่อตัวกัน จมูกยาวและเขี้ยวโง้งประหนึ่งอสูรกาย ตัวแม่ทัพใหญ่ตัวเห็นได้แต่ไกล
ตะของ้าวขนาดใหญ่พร้อมเด็ดหัวข้าศึก
อีกทั้งฝูงสัตว์ประหลาดเขี้ยวโง้งขนาดมหึมาร่วม 300 ส่งเสียงแผดกังวานใส่กัน
เปรียบดังเสียง อสุนีบาต ยามฟ้าคะนอง “ทหารสังเกตการส่องกล้องพร้อมบรรยายภาพต่อผู้ส่งสาร
การบรรยายลักษณะกองทัพที่นายทหารสังเกตการณ์
รายงานนั้นบรรยายให้ผู้ส่งสารนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เห็นได้จากระยะไกล
บวกกับความประหวั่นพรั่นพรึง กับสิ่งที่ตนนั้นไม่เคยเห็นพบเห็น หากจะอธิบายลักษณะ
กองทัพของเหล่า Cochaa ได้ดังนี้
ทหารเดินเท้า ประมาณ 3,000 อันประกอบด้วย พลดาบ,ขวาน,กระบอง 2,000
พลหอก 500 พลธนู 500 ทหารเคลื่อนทีเร็วใช้ Archaa* เป็นพาหนะ
ถือหอกซัด และหน้าไม้กล ประมาณ 400 ด้านหลังสุดเป็น ทัพ Kooncholaa*280 ตัว
และเป็นพาหนะ ของแม่ทัพนี้ Ardermuse เมื่อได้ทราบข้อมูลที่ได้รับ
ก็ไม่ได้หวั่นวิตกประการใด ตรงกันข้ามกลับยิ่งต้องการทำการศึกกับกองทัพสัตว์ประหลาดนี้โดยเร็วนี้โดยเร็ว
CHAPTER
2:
สงคราม ณ ทุ่ง Rathanasan ตอนที่ 1
ชายฝั่งทางทิศไต้แห่งอาณาจักร
Ardin อันอุดมสมบูรณ์ เป็นแถบชายฝั่ง Asuran ยาวสุดสายตา
มีหาดทราย ป่าชายเลน และหมู่บ้านชาวประมง สลับลัดเลาะกันไป หากมองจากชายฝั่งสู่ทะเล
ทางทิศใต้นั้น จะสามารถมองเห็น เกาะรูปร่างแปลกตา เปรียบดังดอกบัวบานขนาดใหญ่
และใจกลางเป็นดอกบัวตูม เหมือน
กับถูกสร้างสร้างขึ้นจากเทพองค์ใดหากเป็นผู้อื่นหรือเผ่าอื่น
คงได้เห็นเป็นที่แปลกตายิ่งนัก แต่สำหรับชาว Tigar โดยทั่วไป
ล้วนทราบว่านั่นคือดินแดนสักสิทธ์ แห่ง ชาว Cochaa “
Cochaa Langa” มหามิตรแห่งชาวTigar และผู้บูชาความเที่ยงธรรม จากสัมพันธ์ไมตรีที่ยาวนานประกอบกับเป็นดินแดนที่ใก้ลเคียงกัน
Tigar จึงนับถือชาว Cochaa และยกให้เป็นมิตรประเทศ ลำดับที่ 1 แม้ชาวTigar
คือนักเดินทางและมีมิตรประเทศอยู่มากมาย
และในขณะนิ้
ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งArdinถูกเหยียบย่ำจากผู้บูชาความทารุณ
และกระหายความยิ่งใหญ่
พันธ์มิตรที่แท้จริง คือชาว Cochaa langa มหามิตรตลอดการแห่ง Ardin ได้ยกทัพแห่งความยุติธรรมอันศักดิ์สิทธ์ มาเพื่อปราบ ความชั่วร้าย
“ ขอเทพรัตนทรงคุ้มครอง
เรา
อรุณฤทธิ์ราชา ที่4 แห่ง อาร์ดิน ขอแสดงความเคารพต่อ สุริยะภูมิ
จอมราชาแห่ง คชลังกะ และเชื้อพระวงศ์
มหามิตรแห่งเรา
บัดนี้ อาร์ดิน ได้เสีย กสินาให้กับพวกตัวซีดจากดินแดนขาว แสนป่าเถื่อนแล้ว กองทัพ
ครึ่งแสนกำลังเคลื่อนพลเข้าสู่ กรุงพารานาสในไม่ช้า
เหล่ากองทัพหลวงส่วนหนึ่งติดพันการรบ ทางทิศเหนืออันแสนกันดาร
อยู่ห่างใกลหลายฟ้ามืด ฟ้าสว่าง ด้วยไมตรีแห่งสองดินแดนที่มีมาช้านาน
จึงขออาณุภาพเห่งเทพรัตน ประทานพรแก่กองทัพของท่านที่จะส่งมาร่วมป้องกัน
กรุงพารานาส แห่งอาร์ดิน และช่วงเป็นช่วงสันทรายสูง ตามพระประสงค์แห่งเทพรัตน
จะอำนวยให้ท่านกรีทาทัพได้ถึง สองเส้นทาง เป็นโอกาสดีแห่งอาร็ดิน ที่จะได้พบเห็น
ทัพกุนชอล่าอันศักสิทธ์ เสมือนเทพรัตนเสด็จมาโปรด อาร์ดิน
พร้อมกันนี้เรา
อรุณฤทธิ์ราชา ที่4 แห่ง อาร์ดิน ได้แทรกไม้สลักแห่งราชวงศ์
ขอจงนำไปตรวจสอบว่าสาสน์นี้เขียนโดยเรา และตอบสาสน์ นี้กลับ เราโดยพลัน
ขอเทพรัตนทรงคุ้มครอง”
“ขอเทพรัตนทรงคุ้มครอง
สุริยะภูมิ
แห่ง คขลังกะ และเหล่าราชวงศ์ ขอแสดงความเคารพแด่องค์ราชาอรุณฤทธิ์ราชา ที่4 แห่ง อาร์ดิน และพระราชวงษ์ทุกพระองค์
เหตุดังที่ท่านได้กล่าวมานั้นเราได้รับทราบและร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง
บัดนี้เรา สุริยะภูมิ แห่ง คชลังกะมับัญชาให้แต่งทัพอย่างเร่งด่วน และได้แต่งตั้ง
อาทิตายะ โอรสและรัชทายาท แห่งบัลลัง คชลังกะเป็นแม่ทัพนำรบครั้งนี้
โดยกองเรือจะนำอาหารและเสบียง ทหาร อาวุธ เข้าเทียบฝั่ง อสุราง ในไม่เกิน 3
ฟ้าดับและกองทหาร อาร์ชา และ กุนชอล่า จะเคลื่อนพลโดยผ่านแนวสันทราย ใน 5 ฟ้าดับ ขอพระองค์ทรงแจ้งไปยังหัวเมืองต่าง ของอาร์ดิน
ที่กองทัพแห่งเรามีควาจำเป็นต้องเคลื่อนผ่าน
อาทิตายะบุตรแห่งเราจะมอบชัยชนะและปกป้อง พาราณาส อันเรืองรองของพระองค์ได้
เราสุริยะภูมิ
แห่ง คขลังกะ ได้ทำการตรวจไม้สลักแห่งราชวงศ์ มีความถูกต้องทุกประการ
พร้อมกันได้แทรกไม้สลัก แห่งราชวงศ์ ไว้ในสาสน์ฉบับนี้
ขอเทพรัตนทรงคุ้มครอง”
Cochaa
langa ปกครองโดยระบบกษัตริย์ Suriya มีภูมิประเทศเป็นเกาะ อยู่ทางตอนไต้ ของ Ardin
จะมีช่วงเวลาของปีที่เป็นช่วงน้ำทะเลต่ำ
ทำให้แนวสันทรายขนาดยาวเชื่อมชายฝั่ง ของสองอาณาจักรเข้าด้วยกัน หากมองจาก ระยะ
ไกล จะดูคล้ายกับมีดอกบัวตูมสูงเสียดฟ้า ตั้งอยู่กลางดอกบัวบาน
แท้จริงนั้นคือกลุ่มเทือกเขา Rathana และยอดเขา สูงอันหนาวเหน็บนั้นคือ God
road ชาว Coch เชื่อว่าเป็นทางที่เทพรัตน จักพรรดิใช้เป็นเส้นทางลงมายังดินแดนเบื้องล่างโดยรอบของยอดเขานี้โอบล้อมด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่
ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำใหญ่ ถึง 8 สายผ่านป่าดงดิบที่ปกคลุมท์เทือกเขาใว้ Cochaa langa
มีหัวเมืองทั้ง 4 ทิศ Cochaa langa เป็นทั้งชื่ออาณาจักและชื่อเมืองหลวง
ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้กับป่าดงดิบ มากที่สุด แต่ละเมืองจะมีแม่น้ำใหญ่ ขนาบทั้ง 2ฝั่ง
แม้จะเป็นเกาะขนาดใหญ่และอุดมสมบูรณ์
แต่ก็ไม่ใช่ดินแดนที่ร่ำรวยแต่ประการไดชาว cochaa
มีชีวิตที่เรียบง่าย
ไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันเวลาแต่ประการใด มีร่างกายที่แข็งแรง
มีการศึกษาโดยการปลูกฝังแบบรุ่นต่อรุ่น วิชาการช่างฝีมือ การทหาร ชาว
cochaa มีหลายพวกด้วยกัน เท่าทีพอจะแบ่งได้คือ ชาวนา ชาวประมง ชาวเมือง ทหาร บัณฑิต กษัตริย์ รัชทายาทองค์ปัจจุบัน คือ Ati-taya มีมเหสี Lunawan
ซึ่งกำลังมี
พระครรภ์ ใกล้คลอด
ทุ่ง Rathanasan
เวทีนองเลือด
ในบันทึกของ Ardin
Origin* โดย Sukmasem Srivitha in King Aroonnarit มีบันทึกเกี่ยวกับ
ทุ่ง Rathanasan
ใว้บางตอน
หลังจาก
เทพรัตน มหาจักรพรรดิ ทรงเหน็ดเหนื่อยกับการสร้างดินแดน อันวิจิตรงดงามรูปดอกบัว
กลางมหาสมุทรเพื่อใช้เป็นเส้นทางขึ้นลงจากท้องฟ้าอันเป็นที่ประทับอยู่นั้น พระองค์ทรงเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก
ถึงกับหงายพระวรกาย ล้มลงสู่มหาสมุทร ขณะที่กำลังก้าวขาข้างหนึ่ง
เพื่อกลับสู่เบื้องบน เทพ Phum ผู้ปกป้องรักษาแผ่นดิน
และ เทพ Warin ผู้เป็นใหญ่
แห่งน้ำและมหาสมุทร จึงรีบเข้ามาพยุง เทพ Rathana ก่อนจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทร
เมื่อ เทพรัตนฟื้นขึ้น พระองค์จึงสร้างแผ่นดินใว้ใบริเวนที่พระองค์เคยหมดสติอยู่
และ สร้าง เมืองอันสวยงาม(เมืองพารานาส)ใว้ในจุดที่ศรีสระของพระองเคยประทับอยู่เป็นของขวัญ
แด่เทพทั้งสอง
ภูมิประเทศของทุ่ง รัตนสาร
อยู่ทางทิศใต้ของ พารานาส เป็นที่ราบ สลับกันเนินต่ำ มีพืชล้มลุกอยู่ประปราย เป็นทีหากินของบรรดาสัตว์ต่าง
และยังเป็นเส้นทาง ที่สามารถเดินทางจากพารานาส สู่เมืองท่าทางทิศไต้ และ
เมืองท่าทิศตะวันตกได้
เจ้าชาย
อาทิตยะ เลือกทำเลที่ตังเป็นจุดนี้ด้วยเหตุว่าเป็นที่โล่ง
เหมาะกับการทำศึก
แสงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าอีกไม่นานจึงสั่งการปลูกค่ายเพื่อพักผ่อน
ช่วงดวงอาทิตย์ตรงหัววันถัดมากองทัพของ
12,000 นาย ของ อาร์เดอร์มุส รุกเข้าสู่ทุ่ง รัตนสาร
สมรภูมิ กองทัพสัตว์ประหลาดเบื้องหน้านั้น
แม้แปลกตา และ ดูหน้ากลัว แต่ อาร์เดอร์มุส กลับมีเพียงสีหน้าเรียบเฉย
ไร้อาการประหวั่นพรั่นพรึงอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่อาร์เดอร์มุส
กังวลใจที่สุดเมื่อได้เห็นเหล่าทหารของตน ดวงตาเบิกโพลง มือและร่างกาย สั่นเทา
แต่ก็คงเก็บอาการเพราะกลัวจะถูกตนลงโทษ หากเป็นเช่น
นี้เห็นที่คงจะแพ้โดยที่ยังไม่ได้รบด้วยซ้ำ อาร์เดอมุส สังเกตเห็นทหารฝ่ายตรงข้าม 3-4 นาย
เดินมากลางสนามรบพร้อมธงของกองทัพ และจำธรรมเนียมเช่นนี้ได้มันคือการ เจรจา
จึงส่งทหาร5 นายจัดแถวและตั้งขบวนและธงของกองทัพ เช่นกัน หลังจากเจรจา อยู่ครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างส่งทหารกลับไปแจ้งผลการเจรจาว่าทางฝ่าย
กองทัพแห่ง คชลังกะ ต้องการเจรจาก่อนทำการรบ
และอาจส่งผลให้ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ จึงขอเชิญแม่ทัพทั้ง2ฝ่ายสู่ลานเจรจา
ก่อนออกเจรจา เจ้าชายแห่งดินแดนสีขาว กล่าวคำพูดเพื่อปลุกใจเหล่าทหาร
ที่ส่วนใหญ่อยู่ในอาการหวาดวิตก
“เหล่าทหารแห่ง
สหพันธ์ขาว ข้า อาร์เดอมุส ฮิตช์ลอฟ
บุตรแห่งฮิตช์ลอฟที่ 1ขอประกาศว่า ในวันนี้ พวกเราจะสร้างชื่อให้กับ สหพันธ์ขาว
และอาจักรสีขาว ด้วยการทำสงครามแห่งความยุติธรรม ปลดเปลื้อง
ความแตกแยกและวางรากฐานแห่งความรู้แจ้ง โดยนโยบายแห่งสหพันธ์ขาว
ขอพวกท่านทั้งหลายเตรียมพร้อม บดขยี้เหล่าอริราช ที่ขวางทางสู่อนาคตที่สดใส
แห่งชาวเรา การร้องขอการเจรจานี้เห็นได้ชัดว่า สัตรูเบื้องหน้าเราเกิดความหวาดกลัว
เมื่อได้เห็น แสนยานุภาพของกองทัพเรา นั่นหมายความว่า
สัตรูเราเป็นเพียงเสี้ยนหนามชิ้นเล็กๆ ซึ่งก็มีขนาดเท่ากับกองทัพของพวกมัน “
คำพูดของ อาร์เดอรมุส เห็นผลเป็นอย่างมาก ทหารบางนายถึงกลับกลั้นหัวเราะไม่อยู่
เป็นที่พอใจแก่ อาร์เดอมุส อย่างมาก แม้เหล่าทหาร
และนายกองจะทราบดีว่า อาร์เดอมุส เป็นคนเกรี้ยวกราด แต่ก็นิยมชมชอบผู้มีฝีมือ
ผู้ใดทำการรบอย่างกล้าหาร อาร์เดอร์มุส มักตบรางวัลด้วยเงินทอง และอาหารอย่างดี
เหล่าทหารจึงรู้สึกอุ่นใจเมื่อตนได้ร่วมรบกับแม่ทัพมากฝีมือผู้นี้ อีกทั้ง
อาร์เดอร์มุสยังเป็นผู้ทำลายแนวป้องกันของ เมืองกสินา โดยใช้ทหารเพียง 400
นายในเวลาอันรวดเร็วว่ากันว่าหากจะเอาชนะ อาร์เดอมุส ก็ต้องใช้อาเดอร์มุสถึง 10 คน
เหล่าทหารจึงมีฉายา อย่างลับๆ ให้กลับพระองค์ว่า “อาร์เดอร์มุส
ยี่สิบแขน”อาร์เดอรมุสทราบเรื่องนี้ดี และก็แอบชอบใจอยู่เงียบๆ
เปิดศึกด้วยวาจา
อาร์เดอร์มุส พร้อม ทหาร อีก สี่ นายควบ อาร์ช่า
สู่ลานเจรจา พร้อมกับอีกด้าน เจ้าชายอาทิตยะ เคลื่อน กุนชอล่า
พร้อมทหารเดินเท้าอีกสี่นาย สู่ลานเจรจาเช่นกัน
อาเดอร์มุสจ้องมองทหารแห่ง
คชลังกะที่ประจำจุดการเจรจา จึงได้สังเกตุว่าขนาดร่างกายและส่วนต่างๆนั้นดูคล้ายกับ
ตนเองผู้มาจากถิ่นขาว ที่เห็นได้ชัด คือ มี ศรีสระ
และหางเหมือนสัตว์ทีเจ้าชายใช้เป็นพาหนะรบ
และมีผิวหนังค่อนข้างหนาสักหน่อย หากมองเช่นนี้ พวกชาว เทอการ์
มีรูปร่างทีแตกต่างจากชาว ถิ่นขาวเสียอีก พวกนั้นมีขนเยอะแทบมองไม่เห็นผิวหนัง
ดวงตากลมโตยังกับ อัญมณี ฟันและเล็บก็แหลมคม
ลักษณะของเจ้าพวกนี้นั้นดูเป็นมิตรเสียมากกว่า ขนาดทหารของพวกมันยัง
โค้งกายมาด้านหน้าเสมือนทำความเคารพเรา
“ข้า อาเดอร์มุส ฮิตช์ลอฟ บุตรแห่ง อารเดอร์
ฮิตลอฟ หรือในนาม ฮิทช์ลอฟที่หนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งสภา สหพันธ์รัฐสีขาว ขอประกาศว่า
บัดนี้ดินแดนแห่งนี้ จะอยู่ภายใต้การดูแล ของนโยบายแห่ง สหพันธ์ หากมีการต่อต้าน
หรือไม่กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใด และหากการกระทำนั้น ผู้มีอำนาจจากการแต่งตั้งโดย สหพันธ์
พิจารณาว่าอาจเป็นการนำมาซึ่งการต่อต้าน นโยบายแห่งสหพันธ์ สามารถตัดสินได้ในทันที
โปรดแจ้งชื่อและภูมิลำเนา และยอมรับความผิดเพื่อได้รับการลดโทษเหลือเพียงครึ่งเดียว
“
อาเดอร์มุส
เปิดประโยคการเจรจาโดยอ้างความชอบธรรม ในการก่อสงคราม ด้วยเสียงอันดุกร้าว
“ชื่อของเราคืออาทิตยะ รัชทายาทแห่ง คชลังกะ
ได้รับราชองค์การจาก สุริยะกษัตริย์ แห่ง คชลังกะ ทำการร่วมรบกับ อาณาจักรอาร์ดิน
มิตรประเทศจากผู้รุกรานจากถิ่นขาว ด้วยอำนาจแห่งเทพรัตนะจักรพรรดิ
ผู้เป็นใหญ่ในพิภพ และองค์พระมหาสุริยะกษัตริย์ ผู้เมตตา ขอสั่งให้ตัวท่าน และกองทัพสหพันธ์
อันชั่วร้ายกลับคืนนิวาสถานแห่งถิ่นขาวที่ท่านจากมาพร้อมกับลมหายใจ เราอาทิตยะแห่ง
คชลังกะ ขอสัญญาด้วยเกียรติแห่ง สุริยะกษัตริย์ ขอสัญญาว่าจะละเว้นไว้ซึ่งทุกชีวิต
และจะทำเสมือนว่า ตัวท่านเพียงเดินหลงทางมาเท่านั้น”
วาจาจากเจ้าชายแห่ง คชลังกะนั้นราบเรียบ
ไร้ซึ่งความประหวั่นพรั่นพรึง ซ้ำคำพูดแต่ละคำนั้น เปรียบดุจหนามแหลมคมของ
ไม้งามเมื่อใดได้สัมผัส แม้เป็นสุข แต่แต่ก็ฝากแผลลึกไปทั่วกาย อาร์เดอมุสนั้น
ตลอดเวลาในการทำการรบเริ่มต้นครั้งยึดชายฝั่ง เมือง กสินา
แม้เพียงสัตรูได้เห็นก็แทบทิ้งอาวุธยอมสยบแก่จอมทัพแห่ง ถิ่นขาว
ผู้เป็นหนึ่งในการรบบนหลัง อาร์ชา บัดนี้
ความผยองลำพองใจของอาร์เดอมุส ที่มีอำนาจดั่งคลื่นในมหาสุทรที่สามารถกลืนกินทุกสิ่ง
ได้เข้าปะทะกับหินผาที่สงบนิ่งและหนักแน่น
จำเป็นจะต้องทำให้ภูผาแห่งนี้สั่นคลอนบ้างเสียแล้ว
“เจ้าชายแห่ง คชลังกะ
แม้ร่างกายอาจดูแข็งแรงน่าเกรงขาม วาจาของท่านแม้ฟังเสนาะหู แต่น่าเสียดาย
ที่สายตาและสติปัญญาของท่านอาจลางเลือนไปชั่วขณะ เบื้องหน้าที่ท่านเห็น คือ
สรรพกำลัง แห่งสหพันธ์ กำลังทุกนายห่อหุ้มกายด้วยโลหะหนาจากถิ่นขาว
อาวุธชั้นเยี่ยมของทหารทุกนายถูกสร้างจากโละชั้นยอด ทหารบนหลังอาร์ชาที่บดขยี้ทหารแห่งอาร์ดินมาแล้วทุกกองร้อยประดุจเคลื่อนผ่านมดปลวก
พลธนูสองพันห้าร้อยนาย หากปล่อยลูกสรสังหารพร้อมกันพร้อมกันก็สามารถทำให้ลานสงคราม
มืดมิด ประหนึ่งเมฆครึ้มยามฟ้าคะนอง กองทัพแห่งท่านสวมใส่อาพรน้อยชิ้น
ประหนึ่งทำการรบด้วยร่างกายเปลือยเปล่า หากเพียงแต่เราออกคำสั่งให้ปล่อย สรเพียง3ครั้ง
กองทัพแห่ง คชลังกะ คงเหลือเพียงแค่ชื่อที่คนรุ่นหลังจะเล่าต่อกันและเลือนหายไปพร้อมวันเวลา
ด้านของกำลังนั้น ทหาร หนึ่งนายของท่านต้องสู้กับทหารถึง 3นายของทัพเรา
เปรียบกับเป็นการสังหารหมู่ ตลอดจนท่าน และตัวเราหากเปรียบกันแล้ว
ชันษาของท่านคงอ่อนกว่าตัวเราหลายนัก เราเชื่อว่าท่านเองคงได้ยินชื่อเสียงของตัวเราแล้งบ้างไม่มากก็น้อย
โดยรวมแล้ว การรบครั้งนี้ ดูคล้ายกับ ผู้เป็นพ่อกำลังหยอกล้อกับลูกน้อย
ก็คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงนัก”
อาร์เดอมุส ใช้ทักษะ โวหารหวังทำลายภูผาแกร่งแห่ง
เจ้าชายอาทิตยะ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้พูดเกินจริงแต่ประการใด หากเปรียบเทียบ
กันแล้ว มีสัดส่วนที่แตกต่างกันถึง 1 ต่อ 3
กลยุทธ์ การเจรจาของ อาร์เดอมุส
นั้นมุ่งหวังเพื่อทำลายสมาธิฝ่ายตรงข้ามก่อนเปิดศึกเท่านั้น
และก็เข้าใจธรรมชาติของผู้อ่อนวัยว่ามีความอ่อนไหวทางอารมณ์ แต่สำหรับเจ้าชายแห่ง คชลังกะผู้นี้
นอกจากการฝึกฝน ศาสตรา อาวุธตามจารีต กษัตริย์แล้ว โดยธรรมชาติของชาว คชลังกะ
เป็นผู้มีความสุขุมเยือกเย็น และสำหรับเจ้าชายแห่งเกาะดอกบัวกลางมหาสมุทรผู้นี้
ได้ถูกอบรมขัดเกลาจิตใจ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การขึ้นครองราชย์แล้ว
เพียงคำพูดเหยียดหยามหวังปั่นป่วนสมาธิ ของ อาเดมุส นั้นไม่ได้มีผลกระทบแต่ประการใดวาจาและน้ำเสียงของ
อาทิตยะ ยังคงราบเรียบเช่นเดิม
“แม่ทัพ อาเดมุส แห่งสหพันธ์
สายตาและสติเรานั้นยังคงอยู่กับตัวเราเสมอ โดยอำนาจแห่งเทพรัตนะ
และได้พิจารณาแสนยาณุภาพของทัพอันยิ่งใหญ่ของท่านแล้วยอมรับว่าเป็นดังที่ท่านได้กล่าวมาทั้งหมด
ส่วนชื่อเสียงของท่าน ณ เวลานี้ต่างเป็นที่โจษจัน โดยทั่ว ดินแดน อาร์ดิน
อาเดมุสยี่สิบมือ ช่างเป็นสมญานามที่ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง พิจารณาดูแล้ว
ต่อให้การเจจานี้เนิ่นนานไป คงไม่ก่อประโยชน์ได ทั้งตัวเราถนัดแต่การรบ
หาได้เชี่ยวชาญบทกวีอย่างใดหากต้องการทำสึก จงเร่งเสียแต่ตอนนี้ โปรดจัดกำลังมาทำศึกนี้เถิด”
อาทิตยะเขย่าเข่าซ้ายของพระองค์
เพื่อบอก กุนชอล่าให้กลับสู่แนวรบและหันหน้ามาพูดประโยค ทิ้งท้ายกับ
อาร์เดอมุสผู้ไม่เคยแพ้ใคร
“อาร์เดอมุส
ยี่สิบมือจะเป็นจริงอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่ เราไม่อาจทราบได้ แต่ ณ ตอนนี้
สำหรับเรานั้น ท่านคือ อาร์เดอมุส ยี่สิบปาก”
วาจาแห่ง เจ้าชายอาทิตยะ สำหรับอาเดมุสนั้น
เหมือนถูกตรึงกับแท่นประหาร และความสับสนในจิตใจ
มันช่างปั่นป่วนเหนือการบรรยายเนื่องด้วย อาเดมุสตั้งแต่เกิดมาไม่เคยถูกผู้ใด
ปรามาสด้วยคำพูดถึงเพียงนี้ เหมือนอยู่ในภวังค์ย้อนคิดไปถึงวัยเด็ก เนื่องจากเป็นบุตรคนกลาง
อาเดมุสมักรู้สึกว่า ตนไม่ค่อยได้รับความรักเทียบเท่ากับพี่คนโต และน้องคนเล็ก ด้วยเหตุผลนี้อาร์เดมุส
จึงพยายามทุกวิถีทาง เพื่อที่จะได้เป็นคนสำคัญในสายตาของคนรอบกาย
ตลอดมาหากมีภารกิจสำคัญอันได อาเดมุสมักจะรับอาษาเป็นอันดับแรก และก็มักจะประสพความสำเร็จทุกครั้ง
เรื่องที่อาเดมุส น้อยเนื้อต่ำใจเป็นที่สุดคือ การสืบทอดอำนาจสูงสุด แห่งสหพันธ์
ซึ่งต้องเป็นของ อาเดอมัส ฮิทช์ลอฟ โดยธรรมเนียม เมื่อเป็นเช่นนี้
อาเดอมุสจึงมีเป้าหมายใหญ่ คือสร้างอาณาจักรของตนเอง แต่บัดนี้ กลับถูกปรามาสว่าเป็นพวก ดีแต่พูด
ซึ่งมักเป็นคำพูดที่ อาเดอมุส มักใช้กับผู้อื่นอยู่เป็นประจำ
ซ้ำยังต้องเป็นฝ่ายถูกร้องท้าให้มารบแทนที่จะเป็นการท้าของตน ยิ่งคิดถึงคำพูดอันทิ่มใจประโยคนั้น
คำพูดของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยหนุ่มช่วงต้นช่างบั่นทอนจิตใจ ของหนุ่มใหญ่ผู้เปี่ยมล้นประสพการรบ เมื่อยิ่งเจ็บ ก็ยิ่งแค้น เสมือนพลังที่ถูกอัดอั้นใว้มาแสนนาน
แทรกซึมมาตามใบหน้าและดวงตา จนทหารที่ติดตามมาด้วยรู้สึใด้ ภาพของเจ้าชายอาทิตยะบนหลัง กุนชอล่า
ที่กำลังเดินไปอย่างช้าๆสู่กระบวนทับของตน เป็นตัวเร่งเพลิงแค้นแห่งความเจ็บใจ
“อาทิตยะแล้วจะได้เห็น ไอ้คนปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
ข้าขอสาบานต่อเทพรัตนบ้าบอของของพวกเจ้า ข้า อาเดอร์มุส ฮิทช์ลอฟ
จะสังหารพวกเจ้าและเผ่าพันธุ์ ของพวกเจ้า ทุกผู้ทุกนาม”
อาเดมุส กล่าวไล่หลังอาทิตยะไปพร้อมกลับควบ
อาร์ชาเข้าหาแนวรบ และแจ้งการเจรจา ที่แต่งขึ้งเป็นพิเศษเพื่อเหล่าทหารสหพันธ์
“เหล่าทหารแห่งสหพันธ์ เราอาเดมุส
ได้กระทำการเจรจาและแสดง ความเมตตาต่อสัตรูของเราด้วยการเสนอหนทางแห่งการอยู่รอด
กับพวกมันโดยเพียงแค่หลีกทางให้ทัพแห่งสหพันธ์ แต่ด้วยสติปัญญาอันต่ำต้อย
บวกกับความโง่งมงาย มองไม่เห็นความตายเบื้องหน้าและยินดีให้ซากศพของพวกมันกลายเป็นอาหารให้ฝูงแร้งกา
ด้วยความหวังเพียงน้อยนิดว่า คงจะสามารถสร้างรอยข่วนเล็กน้อยบนเกราะโลหะ
ทหารแห่งสหพันธ์ สัตรูเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิต ที่อัปลักษณ์ทั้งร่างกายและสติปัญญา
เสมอเหมือนเหลือบไร ที่เพียงใช้มือตีโดยเบา ก็เพียงพอจะปลิดชีพพวกมัน ทหาร!!เราจงกรีฑาทัพ
แล้วจงขยี้เหลือบไรพวกนั้นแล้วไป เฉลิมฉลองชัยชนะที่เมือง พารานาส กันเถิด”
เหล่าทหารเมื่อได้ฟังถ้อยแถลงอันไร้กังวลของแม่ทัพฝีมือดีที่สุดแห่งยุคสมัย
ก็ไม่มีเหตุให้ต้องกังวลอีกต่อไปต่างส่งเสียงโห่ร้องประดุจได้รับชัยนะ จากมหาสงคราม
ณทุ่งกว้างสุดสายตาแห่งนี้แล้ว
เปิดฉากรบ
ด้วยห่าธนูดุจสายฝนกระหน่ำ
อาเดมุส สั่งพลธนูกว่า สองพันตั้งเป็นแถวหน้าสุด
พลธนู สองพันชิวิตปล่อย ลูกสรสังหารขึ้นสู่ท้องฟ้า
เปรียบเป็นการประกาศแสนยานุภาพของกองทัพธนูต่อเทพรัตนอันเป็นที่นับถือแห่งอาร์ดินอย่างเป็นทางการเนื่องจากการยึด
ชายฝั่ง กสินานั้นกองธนูแห่งสหพันธ์ ไม่สามารถแสดงอานุภาพได้
เพราะเมื่อเพียงทหารคนใดก้าวเท้าพ้นจากทะเลสู้หาดทรายนั้น
นั่นคือการเดินครั้งสุดท้ายของผู้นั้น ด้วยอาวุธที่ชาว เทอร์กา
ใช้นั้นเป็นอาวุธที่ดัดแปลงมาจากเครื่องมือประมง สำหรับยิงในระยะไกล
และเหตุการณ์นั้นก็นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างชื่อให้อาร์เดอมุส
อีกเหตุการณ์หนึ่ง
ตัดกลับมาสู่ทุ่ง
รัตนสารสมรภมิ
ลูกธนูสองพันดอกนั้นเมื่อลอยสู่ท้องฟ้าหากสังเกตุโดยระยะใกลนั้นไม่ต่างอะไรกับกลุ่มเมฆที่ก่อตัวก่อนเกิดพายุใหญ่
เมื่อเหล่าห่าธนูขึ้นสู่ท้องฟ้าจนสุดกำลังนั้นเริ่มเปลี่ยนทิศทาง
กลับลงสู่เบื้องล่างเป้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นหมายคือ กองทัพ แห่ง คชลังกะ แต่ยังไม่ทันที่ลูกธนูชุดแรกจะถึงพื้น
การยิงครั้งชที่สองถูกปล่อยออกจากคันธนูเรียร้อยแล้วและคราวนี้พิเศษกว่าชุดแรก
คือเป็นการใช้ลูกธนู สองดอกพร้อมกัน และทำการยิงชุดต่อไปทันที ขณะนี้ท้องฟ้าแห่งทุ่งรัตนสารเต็มไปด้วยลูกธนูจำนวนมหาศาล
เหลือคณา บดบังแสงสว่างในฝั่งของกองทัพ คชลังกะ คล้ายกับว่านี่คือกระทำการรบในยามราตรีกาล
แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสิ่งมีชีวิตรอดตายจากการโจมตีนี้ แม้แต่ทัพแห่งสหพันธ์เองเมื่อปล่อยธนูชุดที่ห้าอันเป็นชุดสุดท้ายแล้ว
ก็ยังไม่สามรถมองเห็นทัพของ
เจ้าชายอาทิตยะได้ชัดเจนแต่อย่างใด เสียงกระทบกันของลูกศรบนท้องฟ้า
ดังระงมไม่ขาดสาย สลับกับเสียงของเจ้าสัตวใหญ่จมูกยาวเขี้ยวโง้งนั้น
ส่งเสียงกังวาน อยู่เป็นระยะ จนลูกศร สุดท้ายร่วงสู่พื้น
ความเงียบงันเข้าคลอบคลุมสนามรบ
เมฆเป็นกลุ่มกำลังเคลื่อนคล้อยไปตามกระแสลมที่พัดผ่าน ทุ่งรัตนสาร
คลายความร้อนของแสงแดด ที่ค่อยๆอ่อนลง เพราะกำลังถูกบดบังด้วยก้อนเมฆอย่างช้า ๆ อาเดมุส
และกองทัพแห่งสหพันธ์ ต่างมองไปยังกองทัพแห่ง คชลังกะ แต่บัดนี้เหลือเพียง
กองลูกศรขนาดใหญ่เสมือนเนินดินที่ถูกปกคลุมด้วย ต้นหญ้า
นี่นับเป็นการสังหารหมู่ขนานแท้ อาเดมุส
ออกอาการผิดหวังเล็กน้อยที่การรบจบลงอย่างรวดเร็วเพียงนี้
โดยที่ยังไม่ได้ชำระแค้นเจ้าชายฝีปากกล้าผู้นั้น
แต่เมื่อได้เห็นทหารของตนโห่ร้องด้วยความยินดีในชัยชนะก็เกิดความยินดียิ่งและสั่งกำลังพลไปตรวจสอบ
และเตรียมจะเลิกทัพ แต่ยังไม่ทันได้แปรขบวนเสียงของทหารนายหนึ่ง ดังขึ้นพร้อมเรียกให้เพื่อนทหารมองไปในทางที่ตนชี้นิ้วไปยังกองทัพ
คชลังกะที่เหมือนมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง
กองลูกธนู เริ่มมีการเคลื่อนไหวหยุบหยับ ทหาร คชลังกะ เริ่มทยอยกันเหยียดกายขึ้น
ในขณะที่มีลูกธนูปักอยู่ตามร่างกาย ต่าง ช่วยกันดึง
ลูกธนูที่ปักอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายของเพื่อนที่อยู่ใกล้กัน
บางคนถึงกับใช้เล็บเกาบาดแผล ที่ควรจะเรียกว่ารอยข่วนเสียมากกว่า ลูกสรแห่ง
สหพันธ์ อันทรงอานุภาพ ที่ใช้รวมดินแดนต่างๆของ ถิ่นสีขาวจนเป็นหนึ่ง ทำได้เพียงฝากรอยข่วน
ให้ทหาร คชลังกะนำไปโอ้อวดให้บุตรหลานดูเพียงเท่านั้น อาเดมุส สั่งตั้งกระบวนรบอีกครั้งหนึ่ง
สายฝนโปรยปราย
เมฆที่เคลื่อนคล้อยเริ่มรวมกลุ่มและหนาแน่นขึ้น และลอดต่ำลงสัมผัสกับความร้อนเบื้องล่างกลั่นเป็นหยดน้ำร่วงหล่นสู่สมรภูมิเป็นประปราย
ทัพแห่ง คชลังกะเคลื่อนพลโดยการกึ่งเดินกึ่งวิ่ง นำโดยพลหอก จัดขบวนเป็นรูป
หัวลูกสรแบ่งเป็นสามทัพ ความยาวของหอก คชลังกะ มีความยาวไม่ต่างจาก
ของสหพันธ์มากนัก แต่ด้านโคนของคมหอก มีตะขอตั้งฉากขึ้นและปลายแหลมค่อนไปทางด้านด้ามหอกเล็กน้อย
ด้านในของกระบวนทัพหอกนั้นคือเหล่าทหารเลวที่พกอาวุธตามถัด ตามติดด้วยเหล่าทหารบนหลัง อาร์ชา
ส่วนทัพกอนชูล่า อยู่ด้านหลัง พร้อมกับพลธนูสนับสนุน
มองดูราวกับมีลูกสรขนาดใหญ่พุ่งเข้าหากองทัพ แห่งสหพันธ์ ส่วนอาเดมุสจัดกองทัพเป็นลักษณะเหมือนกำแพงเมือง
โดยนำพลหอกทั้งหมดยืน สี่แถวชิดด้านหลังเหล่าทหารเลว มีดาบ
ยาวเป็นอาวุธพร้อมโล่โลหะ
ด้าหลังคือเหล่าทหาร อาร์ชา พร้อมด้วยอาเดมุส และพลธนูด้านหลังสุด แนวรบหัวลูกสรแห่งคชลังกะ พุ่งชนกำแพงแนวรบ
สหพันธ์ทั้งสองฝ่ายต่างจ้วงแทงฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มกำลัง
หอกแห่งสหพันธ์นั้นแม้แหลมคมอย่างมาก แต่ด้วยผิวกายที่หยาบและหนาแห่ง
คชลังกะนั้นต้องใช้ความต่อเนื่องในการแทง บริเวณเดิมซ้ำๆ จึงจะสามารถ
สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดได้บ้าง แต่เกราะโลหะก็สร้างปัญหาให้กับทหาร คชลัง
ได้ไม่น้อยเช่นกัน เสียงเครื่องดนตรีแห่งคชลังกะลั่นขึ้นเป็นสัญญาณ
เหล่าพลหอกปรับขบวนโดยการเปิดหัวลูกสร
ออกเป็นการเปิดประตูของกำแพงแห่งทัพสหพันธ์ออก
และเคลื่อนทัพทั้งหมดเข้าสู่กองทัพด้นใน
บัดนี้เหล่ากองทัพคชลังกะได้พบกับการต่อสู่แบบประชิดตัว เหล่าพลหอกแห่ง คชลัง
เมื่อทัพกอนชูล่า เคลื่อนผ่ากำแพงหอกแล้วต่างก็ทิ้งหอกและดึงมีดพก
แห่งคชลังเป็นอาวุธประจำกาย โดยจุดสังหารคือบริเวณลำคอ
แม้ร่ายดูใหญ่โตแต่ความรวดเร็วว่องใวไม่ได้ลดด้อยลงไปแต่อย่างได
ทหารแห่งสหพันธ์พากันวิ่งหนีและพยามมองหาอาวุธจากผู้ที่ตายแล้ว อย่างทุลักทุเล
เพื่อทำการรบต่อ เวลานี้แนวกำแพงแห่ง ทัพสหพันธ์ที่แน่นหนาไม่หลงเหลืออีกแล้ว
ตะลุมบอน
อาเดมุส
มองดูเหตุการณ์นั้นอย่างไม่คลาดสายตา
เจ้าชายอาทิตยะ ไม่ได้มุ่งหวัง จะใช้สรรพกำลังทั้งหมดในการทำลายกำแพงกองทัพ
แต่เพียงเปิดช่องทางให้กองทัพใหญ่เข้าใกล้จุดที่แม่ทัพนั้นตั้งอยู่
การรบครั้งนี้กลับกลายเป็นการสู้แบบตะลุมบอน เหล่าทหารบนหลังอาร์ชาแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมให้เป็นทีประจักแก่สายตาแล้ว
ยังมีอาวุธพิเศษที่นอกเหนือจากหอกและดาบประจำกาย คือธนูหน้าไม้กลแห่ง คชลังกะ สามารถใช้ยิงในระยะใกล้ได้อย่างรุนแรง
สามารถทะลุเกราะของสหพันธ์ได้ และกองทัพกอนชูล่า
กว่าสองร้อยตัว ดาหน้าเข้ามา สังหารและเหยียบย่ำกองทัพแห่งสหพันธ์ล้มตายไปกว่าครึ่ง เวลานี้ขวัญและกำลังใจของทหารแห่งสหพันธ์เริ่มถดถอย
ลดน้อยลงพร้อมกับชีวิตเหล่าทหารที่ค่อยๆล้มลงสู่พื้นดิน แม้สายฝนที่โปรยปรายเมื่อครั้งเริ่มการรบบัดนี้
มีเพียงโลหิตของเหล่าทหารผู้กล้าแห่ง สหพันธ์ สาดกระเซ็น เหล่านักรบแห่ง คชลังกะ
มีกายอันแดงฉาดด้วยโลหิตแห่งสหพันธ์ เวลาล่วงเลยจวบจนใกล้ไร้แสงสว่าง
ช่างดูคล้ายกับ ความเกรียงไกรแห่งอาเดมุส แม้จะสามารถสังหารนักรบคชลังกะลงได้บ้าง
แต่ก็ต้องแลกกับชีวิตของเหล่าทหารกล้าแห่งสหพันธ์หลายต่อหลายนาย
ช่างเป็นเรื่องหน้าสลดใจยิ่งสำหรับอาเดมุส
ช่างเป็นวันที่มืดหม่นที่สุด
สำหรับอาเดมุส นับตั้งแต่เริ่มถือกำเนิด หากคำกล่าวที่ว่าชะตาของทุกผู้นั้น ถูกลิขิตแล้วไว้แล้ว เหตุไดลิขิตแห่ง อาเดมุส ถูกขีดเขียนใว้เพียงเท่านี้หรือ อาเดมุส เรียกหน่วยส่งสาร
เพื่อแจ้งข้อความสำคัญแก่ บิดา
ซากศพจำนวนหลายพัน ต่างกระจัดกระจายู่ทั่วทุกทิศ
แห่งทุ่งรัตนสาร บางศพช่างน่าสยดสยอง ไร้แขนขาด้วยขวานยักษ์ แห่ง คชลัง
ศรีสระแหลกเหลว จากค้อนเหล็ก ส่วนที่จมโคลน เลนนั้นก็ด้วย ฝ่าเท้าของกุนชอล่า
บัดนี้เหลือเพียงเหล่าทหาร อาร์ชา ไม่ถึง สี่ร้อยนาย อาเดมุส
ยกหอกยาวอันชุ่มโชคด้วยเลือด ขนานกับพื้นสนามรบ เป็นสัญลักษณ์ ที่เหล่า ทหาร
อาร์ชา ทราบดีว่าการโจมตีครั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือ
พิชิตแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามเพียงเท่านั้น ความรวดเร็วแห่งอาร์ชากลุ่มนี้
ถึงขนาด สามารถหลบหลีกทหาร คชลังกะ ในสนามรบ ส่วนรายที่หลบไม่ทันนั้น
ก็ต้องกระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทาง ช่างดูเหมือนกับ อสรพิศ เลื้อยส่ายไปมาในพงหญ้าพร้อมฉกรัดเหยื่อที่เคราะห์ร้าย วาระแห่งการเผชิญหน้า ของแม่ทัพทั้งสองกำลังจะเริ่มขึ้น ณ
ทุ่งรัตนสารกำลังเริ่มต้นขึ้น















